“สินธ์ไชย” ร้องกกต.กลาง ค้านการรับรองผลเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา ระบุ 3 สาเหตุเชื่อการเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม

นายสินธ์ไชย วัฒนศาสตร์สาธร ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา เบอร์ 4 กลุ่มพัทยาร่วมใจ เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ช่วงที่ผ่านมาได้เดินทางไปยัง กกต.กลางเพื่อยื่นคัดค้านการรับรองผลการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา โดยทราบว่ามีการรับรองผลการเลือกตั้งในวันที่ 13 มิถุนายน ที่ผ่านมา อีกทั้งเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2565 ได้มีการจัดออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาใหม่ 2 หน่วยเลือกตั้ง คือ เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 2 และเขตเลือกตั้งที่ 4 หน่วยเลือกตั้งที่ 20 เนื่องจากจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกับบัตรเลือกตั้งที่ใช้ออกเสียง ซึ่งการยื่นร้องคัดค้านที่ตัวเองได้ดำเนินการไปนั้น มีกรอบเวลาในการพิจารณาของเจ้าหน้าที่กกต.

นายสินธ์ไชย กล่าวอีกว่าได้ยื่นร้องคัดค้านการเลือกตั้งไปตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2565 และวันที่ 9 มิถุนายน 2565 รวมเรื่องที่ยื่นร้องคัดค้านการเลือกตั้งมีด้วยกัน 2 ฉบับ ซึ่งการร้องคัดค้านการเลือกตั้งในครั้งนี้ ด้วยเชื่อว่าการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ตามมาตรา 65 โดยเรื่องแรกสิ่งที่เชื่อว่าไม่สุจริต คือเรื่องของการซื้อเสียงตามพยานหลักฐานที่มี ขณะนี้ได้ยื่นหลักฐานให้กับกกต.ไว้แล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่มีการร้องไปยังกกต.เพื่อพิจารณา คือเรื่องของการจัดเลี้ยงแล้วผู้สมัครได้เข้าไปร่วมงานและมีการแจกใบปลิวหาเสียง รวมถึงเรื่องที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง เป็นผู้ช่วยหาเสียง รวม 3 เรื่องที่ได้ไปยื่นให้กับกกต.ได้พิจารณา ทั้งนี้มองว่าการที่ได้รับข้อมูลหลักฐานนั้นอาจจะล่าช้าไปหน่อย แต่ด้วยมีพลเมืองดีที่ไม่ประสงค์จะออกนามได้นำข้อมูลหลักฐานมามอบให้ จึงได้เร่งดำเนินการร้องคัดค้านการเลือกตั้งเมืองพัทยาในครั้งนี้ไป

นายสินธ์ไชย เปิดเผยต่ออีกว่า สำหรับกรอบระยะเวลาในการพิจารณาของกกต. นั้นตามมาตรา 106 หากคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่ามีข้อมูลการร้องสามารถไต่สวนได้โดยเร็ว ส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่ไปร้องกับกกต. ควรจะมีการไต่สวนข้อเท็จจริงก่อนจะมีการประกาศรับรองนายกเมืองพัทยา ด้วยหวั่นเกรงว่าเมื่อมีการรับรองไปแล้วจะส่งผลกระทบต่อเอกสารและพยานหลักฐาน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเอกสารที่ไปยื่นคัดค้านกับกกต.นั้น มีส่วนสำคัญที่ทางกกต.จะต้องเร่งพิจารณาและไต่สวนบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป

ส่วนที่กกต.ได้มีการรับรองนายกเมืองพัทยาไปแล้ว ตามมาตราที่ 17 ระบุว่าหาก กกต. เห็นว่าการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตให้สามารถประกาศรับรองผลการเลือกตั้งได้ภายใน 30 วัน แต่หาก กกต.เห็นว่ามีเหตุอันเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความไม่สุจริต สามารถขยายกรอบเวลาการรับรองออกไปไม่เกิน 60 วัน ซึ่งกกต.ยังมีเวลาอีก 40 กว่าวันที่จะพิจารณาเรื่องที่ได้ร้องคัดค้านไปแม้จะมีการประกาศผลเลือกตั้งไปแล้วก็ตาม และเมื่อกกต.เห็นว่าการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความไม่สุจริตก็สามารถสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้เช่นกัน ส่วนตัวเชื่อว่าหลักฐานที่ยื่นไปกับกกต.มีความหนักแน่นมากพอสมควร ทั้งนี้อยู่ที่การไต่สวนและวินิจฉัยของกกต. โดยหลังจากนี้จะเร่งติดตามสิ่งที่ได้ยื่นร้องไปกับทางกกต. แต่หากเลยกรอบระยะเวลา 60 วัน กกต.ก็จะส่งเรื่องฟ้องไปยังศาลอุทธรณ์ตามขั้นตอนต่อไป.