ศาลไคฟง #6 : ฤา..ว่าหมดปัญญา…รื้อ “สุขาวดี”!!

ฤา..ว่าหมดปัญญา…รื้อสุขาวดี!!

จากกรณีที่ นายเกียรติศักดิ์ ศรีวงษ์ชัย รองปลัดเมืองพัทยา พร้อมด้วย นายคริส เชิดสุริยา หัวหน้าฝ่ายควบคุมอาคาร สำนักการช่างเมืองพัทยา พร้อมด้วย นายเกียรติศักดิ์ คงเขียว วิศวกรชำนาญการ นายช่างตรวจเขต นายมารุต อุทัยวัฒนานนท์ วิศวกรโยธาปฏิบัติการ และเจ้าหน้าที่นิติกรเมืองพัทยา ลงพื้นที่ปิดหมายประกาศยกเลิกคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และการปิดหมายประกาศคำสั่งแบบ ค.3,ค.4,ค.7 และ ค.10 ของอาคารจำนวน 3 หลังที่ลงนามโดยนายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา ภายในพื้นที่ของ “บ้านสุขาวดี” ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เพื่อดำเนินการกับอาคารที่ตรวจพบว่ามีปัญหาการบุกรุกที่สาธารณะ และมีการก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งอาคารที่มีการก่อสร้างไม่ได้ระยะตามแนวร่นจากระดับน้ำทะเลในระยะ 20 เมตร ตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการดำเนินการใหม่ในรอบที่ 2 หลังจากที่การออกประ กาศคำสั่งที่ผ่านมาในครั้งแรก ทางบ้านสุขาวดีในนามของ บ.เฮลท์ฟู้ดส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ได้อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จังหวัดชลบุรี กระทั่งมีผลการพิจารณาว่าประกาศคำสั่งเมืองพัทยายังไม่ครบองค์ประกอบ และเหตุผลในการรื้อถอนไม่ครบถ้วนจึงให้มีการดำเนินการใหม่

กรณีนี้เมืองพัทยาระบุว่าที่ผ่านมาก่อนหน้านี้เมืองพัทยาได้แจ้งหนังสือไปยัง บ.เฮลท์ฟู้ดส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ในนาม “บ้านสุขาวดี” หลังตรวจพบว่ามีการก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น พร้อมปิดหมายตาม พ.ร.บ.ควบ คุมอาคาร เรื่องการระงับการใช้ ห้ามก่อสร้างดัด แปลง และให้ทำการรื้อถอนออกอาคารจากพื้นที่ ตามคำสั่งแบบ ค.3, ค.4, ค.7 และ ค.10 ตั้งแต่ปี 2562 โดยมี 3 อาคารที่เข้าข่ายกระทำการผิดขั้นตอน ประกอบไปด้วย

อาคาร A ซึ่งเป็นอาคารโครงเหล็ก 2 ชั้น ขนาด 18.30x 55.30 เมตรจำนวน 1 หลัง และป้ายโครงสร้างเหล็กขนาด 10×13 เมตรจำนวน 2 ป้าย ซึ่งพบว่าเป็นการก่อสร้างบนพื้นที่สาธารณะหรือมีการบุกรุกที่ดินขนาด 11 ไร่ 1 งาน

ส่วนอาคาร B เป็นอาคาร ค.ส.ล.1 ชั้น ขนาด 35×40 เมตรจำนวน 1 หลังที่พบว่ามีพื้นที่บางส่วนของอาคารก่อสร้างทับแนวระยะถอยร่นจากระดับ น้ำทะเล

และ อาคาร C ที่เป็นอาคาร ค.ส.ล.1 ชั้น ขนาด 5×15 เมตรจำนวน 1 หลังที่พบว่าทั้งอาคารอยู่ในแนวระ ยะถอยร่นจากระดับน้ำทะเลเช่นกัน ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดมีการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศ รวมทั้งการรังวัดระวางที่ดินจากสำนักงานที่ดินอำเภอบางละมุง และพยานแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำรั้วเหล็กไปปิดล้อมอาคาร A ไว้เพื่อระงับการใช้อาคารและรอความคืบหน้าผลการปฏิบัติทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาทาง บ.เฮลท์ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ บ้านสุขาวดี” ได้ทำหนังสืออุทธรณ์คำสั่งของเมืองพัทยาต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ระดับจังหวัดชลบุรี ซึ่งในกรณีดังกล่าวตามเหตุผลข้างต้นโดยระบุว่าไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากเมืองพัทยาออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายสร้างความไม่เป็นธรรมและภาระแก่บริษัทฯ กระทั่งต่อมาจากผลของการอุทธรณ์ทางคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาคำร้องและหลักฐานต่างๆแล้วระบุว่าคำสั่งรื้อถอนอาคารของเมืองพัทยา ไม่ครบองค์ประกอบที่สำคัญและเหตุผลในการรื้อถอนจึงได้คุ้มครองเป็นการชั่วคราว

เมืองพัทยาจึงได้นำเรื่องเสนอต่อนายกเมืองพัทยา เพื่อออกประกาศยกเลิกคำสั่งเดิม และออกประกาศคำสั่งใหม่ซึ่งมีการระบุข้อความและเอกสารหลักฐานที่ครบถ้วน ชัดเจนกว่าเดิม โดยในส่วนของอาคาร A นั้นได้ออกหมายประกาศตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ในแบบ ค.3 คือการระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงอาคาร คำสั่ง ค.4 คือห้ามใช้อาคาร และ ค.7 หรือคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร เนื่องจากเป็นอาคารที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตและอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งจะมีผลใน 45 วันหลังจากที่ได้รับคำสั่ง

ขณะที่อาคาร B นั้น เมืองพัทยาได้ออกประกาศคำสั่งใหม่อีกรอบเช่นกัน เนื่องจากคำสั่งเดิมเป็นการผนวกรวมคำสั่งเพื่อให้ทำการรื้อถอนในพื้นที่ของอาคาร B และ C ร่วมกัน อีกทั้งยังแจ้งประกาศไม่ครบทั้งในส่วนของ บริษัทฯ และเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน เนื่องจากเป็นอาคารที่อยู่ในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครองอย่างถูกต้อง จึงได้ออกประกาศยกเลิกคำสั่งเดิม และประกาศคำสั่งใหม่ที่แยกอาคารออกจากกัน และแจ้งประกาศทั้งในส่วนของ บริษัทฯ และเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร แบบ ค.3,ค.4 และ ค.10 เนื่อง จากในส่วนของอาคาร B นั้นมีพื้นที่ของอาคารบางส่วนอยู่ในระยะแนวถอยร่นจากระดับน้ำทะเลระยะ 20 เมตร และอาคาร C ซึ่งมีสภาพอาคารทั้งหลังที่อยู่ในแนวระยะแถวร่นจากระดับน้ำทะเลเช่นกันที่ถือว่าเป็นความผิดตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สำหรับประกาศคำสั่งของเมืองพัทยาครั้งใหม่นี้ถือเป็นการเริ่มต้นขบวนการออกคำสั่งทางปกครองแบบนับ 1 ใหม่อีกรอบ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจน และครอบคลุม ทั้งในเรื่องของเนื้อหา ข้อมูล และหลักฐานประ กอบเพื่อใช้ในการดำเนินการประกอบคำสั่งรื้อถอนอาคารที่มีการก่อ สร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตและอยู่ในพื้นที่สาธารณะ รวมทั้งอาคารที่ก่อสร้างทับระยะแนวแถวร่นจากระดับน้ำ ทะเล ซึ่งการดำเนินการครั้งใหม่นี้มั่นใจว่าทางเจ้าหน้าที่มีการทำงานอย่างรัดกุมและรอบคอบ เนื่องจากมีการปรึกษาในส่วนของกลุ่มกฎหมาย และด้านต่างๆอย่างรัดกุม

ทั้งนี้เองทาง “บ้านสุขาวดี” ก็ยังมีสิทธิ์หากไม่เห็นด้วยในคำสั่งของเมืองพัทยาและก็ยังมีสิทธิในการอุทธรณ์เช่นเดิม จึงคาดว่าคงต้องใช้เวลาและขั้นตอนตามที่กฎหมายได้กำหนดก็จะสามารถดำเนินการให้เป็นไปตามที่ออกประกาศคำสั่งไว้ได้

มีรายงานว่าจนถึงปัจจุบัน (28 พ.ค.2564) หลังจากที่เมืองพัทยาได้มีออกหนังสือในการปิดหมายประกาศคำสั่งใหม่อีกครั้ง โดยให้ระยะเวลากับ “บ้านสุขาวดี” ในการอุทธรณ์คำสั่ง และมีระยะเวลาตามระยะเวลาในประกาศ 45 วัน ซึ่งได้ดำเนินการไปตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งปัจจุบันถือว่าครบระยะเวลาที่กำหนดหรือเกิน 45 วันไปแล้ว

แต่พบว่าเมืองพัทยายังไม่มีการดำเนินการ หรือแสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในการจัดการปัญหาเรื่องของการบุกรุกที่สาธารณะหรือการดำเนินการใดๆที่เป็นรูปธรรม

ผิดกับอาคารบุกรุกในที่สาธารณะซึ่งเป็นของประชาชนทั่วไป กลับมีการแสดงภาพข่าวอยู่ตลอดเวลาว่ามีการดำเนินการอย่างจริงจังในการรื้อถอน รวมไปถึงอาคารรุกล้ำแนวคลองสาธารณะปึกพลับที่ครบกำหนดคำสั่งและศาลมีคำพิพากษาให้รื้อถอนยืนตามคำสั่งเมืองพัทยาที่ออกโดยถูกต้อง

รวมทั้งคลองนกยางหรือคลองพัทยาใต้ และกำแพงวัดช่องลม ซึ่งมีการชี้แจงถึงมาตรการและความจริงจังที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 64 เนื่องจากบ่งชี้ว่ามีหลักฐานชัดเจน

แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆให้สังคมเห็นเป็นที่ประจักษ์!

หรือนี่จะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเมืองพัทยาไม่สามารถจัดการหรือแก้ไขปัญหากับผู้บุกรุกรายใหญ่ได้

กลับปล่อยทิ้งและไปดำเนินการในส่วนอื่นๆแทน!!