+บริหารท้องถิ่น

ชมภาพ “ปฏิบัติการทวงคืนพื้นที่ริมทะเล11ไร่” อีก 35 วันรื้อแน่! อาคารปลูกรุกล้ำที่สาธารณะประโยชน์

หลังจากเป็นคดียืดเยื้อมานาน ในที่สุดเมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 7 พ.ย.62 นายสุธรรม เพ็ชรเกตุ รองปลัดเมืองพัทยา รักษาราชการแทนปลัดเมืองพัทยา พร้อมด้วย นายพุฒิสิทธิ์ โชติสิริวโรทัย ปลัดฝ่ายความมั่นคงอำเภอบางละมุง นำกำลังเจ้าหน้าที่จากสำนักการช่างเมืองพัทยา เจ้าหน้าที่เทศกิจ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่บริเวณริมทะเล ด้านหลัง “บ้านสุขาวดี” เพื่อติดตั้งป้ายประกาศขนาดใหญ่เป็นประกาศเมืองพัทยา ระบุข้อความ “บริเวณนี้เป็นที่สาธารณะประโยชน์ ผู้ใดบุกรุกหรือครอบครอง เป็นการกระทำความผิดฐานเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ ตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ต้องระวางโทษตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินที่กำหนดไว้ จึงขอให้ดำเนินการรื้อถอนอาคารที่ปลูกสร้างบนที่สาธารณะตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

พร้อมปิดหมายคำสั่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร จำนวน 2 อาคาร ประกอบด้วย 1.อาคารเวทีการแสดงที่มีการก่อสร้างในพื้นที่สาธารณะ แบบ ค.3 เพื่อระงับการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคาร ตามาตรา 10 วรรค 1 และ มาตรา 41 วรรค 1 แห่ง พ.ร.บ.ควบ คุมอาคาร พ.ศ.2522 พร้อมหมายแบบ ค.4 ที่ห้ามมิให้บุคคลใดใช้อาคารหลังดังกล่าว และแบบ ค.7 หรือหมายคำสั่งรื้อถอนอาคารตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522  กรณีก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคาร กระทำการโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ โดยทางเมืองพัทยาได้แจ้งความมายัง บ.เฮลท์ฟู้ด อินเตอร์เนชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด ให้รื้อถอนอาคารโครงเหล็ก 1 ชั้น ขนาด 18.30×55.30 เมตร จำนวน 1 หลัง ที่ใช้เป็นเวทีห้องครัวขนาดใหญ่ และป้ายขนาด 7×9 เมตรจำนวน 2 ป้าย โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 35 วัน นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 นี้

นอกจากนี้ยังปิดหมายอาคารโรงอาหาร บริเวณที่ติดกับทางเดินสาธารณะติดทะเล ซึ่งมีการก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตและก่อสร้างอยู่ในแนวร่น 20 เมตรจากระดับน้ำทะเลสูงสุด โดยทำการปิดหมายทั้งหมด 3 หมาย คือ ค.3 เพื่อระงับการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคาร ตามาตรา 10 วรรค 1 และ มาตรา 41 วรรค 1 แห่ง พ.ร.บ.ควบ คุมอาคาร พ.ศ.2522 พร้อมติดหมาย ค.4 ที่ห้ามมิให้บุคคลใดใช้อา คารหลังดังกล่าว และ ค.10 ให้ดำเนินการแก้ไขและให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารตามมาตรา 43 วรรคหนึ่ง โดยให้ทำการรื้อถอนอาคาร B ขนาดประมาณ 10.40 x10.40.00 เมตรและรื้อถอนอาคาร C ขนาด 5x 15 เมตร จำนวน 2 อาคาร ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562  ซึ่งปัจจุบันเมืองพัทยาได้มอบหมายให้นิติกรทำการรวบรวมหลักฐานทั้งหมดเพื่อดำเนิน การแจ้งความดำเนินคดีตามลำดับ

นายสุธรรม เพ็ชรเกตุ รองปลัดเมืองพัทยา รักษาราชการแทนปลัดเมืองพัทยา กล่าวว่า ปัจจุบันเมืองพัทยาประสบปัญหาน้ำท่วมขังหลายพื้นที่โดยเฉพาะเขตตำบลนาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ด้วยจากการตรวจสอบพบว่าที่ดินช่วงปากคลองนกยางมีการบุกรุกในพื้นที่คลองจากประชาชนจำนวน 115 หลังคาเรือน และมีการถมดินในพื้นที่ 11 ไร่ รวมทั้งการก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตมานานกว่า 20 ปีแล้ว จึงถึงเวลาแล้วที่จะมาดำเนินการเรียกคืนที่ดินสาธารณะเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อให้เมืองพัทยาสามารถทำการขุดลอกคลอง รื้อถอนอาคารบุกรุกในลำคลอง และที่ดินสาธารณะจำนวน 11 ไร่ เพื่อเปิดช่องระบายน้ำลงสู่ทะเล จากนั้นจะมีการพัฒนาเพื่อให้เป็นสวนสาธารณะประโยชน์ต่อไป หลังดำเนินเยียวยาประ ชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวแล้ว

นายสุธรรม กล่าวอีกว่าขณะที่ในส่วนของบ้านสุขาวดีนั้น เมืองพัทยาจะต้องเร่งเอาคืนที่ดินสาธารณะกลับคืนมาให้ได้ จึงร่วมกับหลายส่วนงานเข้าทำการตรวจสอบรังวัดที่ดิน ดูแนวเขต ภาพถ่ายทางอากาศ และการตรวจสอบโดยละเอียด กระทั่งทราบว่ากรณีของอาคารเหล่านี้บุกรุกที่สาธารณะจริงและเป็นปัญหาเรื้อรังมานานแล้ว ดังนั้นการลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร เพื่อให้เจ้าของอาคารทำการรื้อถอนที่ก่อสร้างบนรุกล้ำบนที่ดินสาธารณะ จากนั้นเมืองพัทยาจะทำการล้อมรั้วรอบ พร้อมปักหมุดแนวเขตแนวที่ดินสาธารณะซึ่งกำลังเสนอจัดทำเป็น น.ส.ร.ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันต่อไป ทั้งนี้หากหลังจากติดหมายคำสั่งไปแล้วยังคงพบว่ามีการฝ่าฟืนคำสั่ง เจ้าหน้าที่ก็พร้อมจะดำเนินคดีในข้อหาทำลายเอกสารและทรัพย์สินทางราชการ และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายกำหนดแต่ยังไม่ดำเนินการใดๆ เมืองพัทยาจะเข้าทำการรื้อถอนในทันที

ส่วนกรณีนี้ที่เมืองพัทยาเสนอเรื่องไปยัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ให้รับเรื่องเป็นคดี เพื่อดำเนินการทางกฎหมายอาญาในข้อหาบุกรุกที่สาธารณะนั้น ปัจจุบันยังไม่มีการพิจารณา แต่จะมีการจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบก่อนนำเรื่องไปเสนอเพื่อพิจารณารับเข้าสู่ขบวนการต่อไป.

อธิบดี บุญชารี รายงาน