จิตแพทย์เตือน สถิติผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีมากขึ้น ตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง ชี้ครอบครัวคือยาวิเศษในการรักษา

นายแพทย์ธีรเจต ลีลาพากเพียร จิตแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึง ภาวะโรคซึมเศร้า ที่ปัจจุบันพบว่าเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายในสังคมปัจจุบันเพิ่มมากขึ้นว่า ปัจจุบันจากสถิติจากทั่วโลกพบว่าใน 10 คน จะมีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเกิดขึ้น 1 คน ทั้งนี้เนื่องจากสภาพ ความแตกต่างทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป มีการแบ่งแยกกันเองมากขึ้น มีการมองตัวตนที่แท้จริงน้อยลง สังคมเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันหายลงไป ก่อให้เกิดความเครียดเกิดขึ้นและสะสมมาเป็นเวลานานจนกลายเป็นโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าสามารถแบ่งระยะของการเกิดโรคได้ 3 ระยะ คือ 1.ระยะเริ่มต้น 2.ระยะกลาง และ 3.ระยะรุนแรง โดยโรคซึมเศร้าสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงอายุและทุกคน ทั้งนี้หลังจากที่มีเกณฑ์ในการชี้วัดชัดเจน จึงพบว่าเกิดการมองหาในส่วนของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจนเกิดเป็นสถิติและพบว่ามีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งข้อบ่งชี้โรคซึมเศร้ามีทั้งหมดด้วยกัน 9 ข้อ ในทางการแพทย์ที่ใช้ในการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น

ทั้งนี้หากพบว่าใน 9 ข้อ มี 5 ข้อที่ใช้ ก็แสดงว่าเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้า ข้อบ่งชี้ 9 ข้อประกอบไปด้วย 1.อารมณ์เศร้า 2.เกิดความเบื่อหน่ายทำอะไรก็ไม่มีความสุข 3.การเคลื่อนไหวดูช้าลง 4.อ่อนเพลีย 5.หมดพลัง 6.เกิดความรู้สึกโทษตัวเองมากเกินเหตุ 7.สมาธิในการทำงานไม่มี 8.หลับยาก 9.อยากฆ่าตัวตาย ซึ่งปัจจัยใหญ่ที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้แก่ ได้แก่ พันธุกรรมหรือพื้นฐานดั้งเดิม มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคซึมเศร้า หรือมีลักษณะนิสัยเป็นคนอ่อนไหวง่าย คิดมาก มองโลกในแง่ลบ รวมถึงการมีสารเคมีในสมองที่ไม่สมดุล สภาพแวดล้อมตั้งแต่เด็กจนโต เช่น การเลี้ยงดูของพ่อแม่ อิทธิพลจากคนใกล้ชิดรอบข้าง ทั้งนี้ในส่วนของผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้านั้น สามารถรักษาให้หายขาดได้ เริ่มต้นที่คนในครอบครัว ต้องมีความเข้าใจ ในการดูแลผู้ป่วย ซึ่งคนในครอบครัวเองก็ต้องมีความพร้อมในสภาพจิตใจในการดูแลผู้ป่วยเช่นเดียวกัน ฃ ต้องมีความพร้อมในการรับมือกับผู้ป่วยมีความเข้มแข็งทางด้านจิตใจ ปัจจุบันพบว่าคนในครอบครัวและคนใกล้ชิดต่างละเลยในการดูแลความรู้สึกซึ่งกันและกัน

สำหรับกรณีของน้องที่ตัดสินใจกระโดดจากสะพานลอยหน้าโรงเรียนเมืองพัทยา โดยจากการสอบถามคุณป้าของน้องทราบว่าน้องป่วยเป็นโรคซึมเศร้านั้น คาดว่าน่าจะอยู่ในระยะที่ 2 หรือ 3 ซึ่งสามารถที่จะรักษาอาการป่วยให้หายขาดได้ ทั้งนี้คงต้องฝากถึงเพื่อนๆน้องหรือคนในครอบครัวน้องในการร่วมดูแลสภาพจิตใจน้อง การพูดคุยให้คำปรึกษา การทำจิตบำบัด ด้านทางการแพทย์ ต้องใช้ยาในกลุ่มแก้ซึมเศร้าหากมีความจำเป็น โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่รักษาได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอาการดีขึ้นจนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติและยิ่งมารับการรักษาเร็วเท่าไรอาการก็จะดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่หากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้รักษายากยิ่งขึ้น

การป้องกันโรคซึมเศร้าทำได้โดยปฏิบัติหลักสุขศึกษา คือ อาหาร ให้กินอาหารครบ 5 หมู่ หากขาดสารอาหารบางอย่างไปจะทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้น เช่น โอเมก้า 3 วิตามิน อี ซี ดี ทองแดง ธาตุเหล็ก การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละอย่างน้อย 4 วันต่อสัปดาห์ ต่อเนื่องกัน 30-40 นาที เป็นการออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินเร็วก็ได้ การพักผ่อน นอนหลับให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องกาย ให้ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกสดชื่น ไม่ง่วงหรือยังเพลียอยู่ การทำสมาธิ เพื่อผ่อนคลายจิตใจ มีงานวิจัยมากมายพบว่าการทำสมาธิช่วยให้สมองผ่อนคลาย ลดความเครียดได้ การฝึกคิดบวก ป้อนความคิดทางบวกให้กับตัวเองอยู่เสมอเพื่อสร้างให้จิตใจมีความเข้มแข็ง เอาชนะอุปสรรคในชีวิตได้.