ไม่รื้อก็ยื้อต่อ…วอร์เตอร์ฟรอนด์พัทยา ยื่นขอต่ออายุใบอนุญาตก่อสร้างอีกครั้ง หลังเมืองพัทยามีคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร แต่ยังไม่เริ่มดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าโครงการ “วอร์เตอร์ฟรอนด์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนท์” พัทยา จ.ชลบุรี คอนโดมิเนียมสุดหรูตั้งตระหง่านริมอ่าวพัทยา ขนาดความสูง 53 ชั้น บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ 1 งาน 83 ตารางวา และมีจำนวนห้องพัก 312 ห้อง ที่ดำเนินการก่อสร้างเมื่อปี 2551 บริเวณท่าเทียบเรือพัทยาใต้ แหลมบาลีฮาย จ.ชลบุรี โดยมีลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติเช่าซื้อไปเป็นจำนวนมากด้วยทำเลที่สวยงามระดับ Exclusive ในราคาตั้งแต่ 4-10 ล้านบาท

โดยทางโครงการระบุในสัญญาว่าจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จ พร้อมส่งมอบห้องพักให้ผู้ซื้อได้ภาย ในเดือน ธ.ค.2558 แต่สุดท้ายในช่วงปลายปี 2551 นายอิทธิพล คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยาในสมัยนั้น ได้มีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง พร้อมระบุว่าเมืองพัทยาไม่สามารถออกใบอนุญาตก่อสร้างในรอบที่ 3 ได้เนื่อง จากตรวจพบว่ามีการก่อสร้างผิดแบบตั้งแต่ฐานราก ตำแหน่งช่องลิฟต์ และบันไดหนีไฟ พร้อมสั่งการให้เจ้า หน้าที่สำนักการช่างฯ เข้าตรวจสอบสภาพและตัวอาคารเพื่อให้แก้ไขรายละเอียดแบบแปลน รวม 42 จุด ทำให้ในช่วงปลายปี 2559 เจ้าของโครงการฯ ต้องแจ้งต่อเมืองพัทยาว่าพร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนดตามกฎหมาย รวมทั้งการลดระดับความสูงของอาคารลง 8 ชั้น เพื่อลดผลกระทบต่อภาคประชาชนที่ต่อต้านอย่างหนักโดยระบุว่าบดบังภูมิทัศน์ และตั้งขวางแนวพระบรมนุสาวรีย์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ บนเขา สทร.5 พัทยา

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในช่วงที่เมืองพัทยายังไม่ออกใบอนุญาตให้ดำเนินการก่อสร้างนั้น ก็ยังมอบหมายให้นิติกรเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อบริษัท บาลีฮาย จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการใน 2 ข้อหาคือ 1.ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น และ 2.บุกรุกพื้นที่สาธารณะ ทำให้กลุ่มผู้ซื้อห้องพักรวมตัวเพื่อเรียกร้องสิทธิ และความเสียหาย ทำให้โครงการต้องยื่นเรื่องต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อขอฟื้นฟูกิจการหลังต้องแบกภาระหนี้กว่า 2.39 พันล้านบาทในปี 2561 แต่ศาลไม่รับคำร้อง

โดยเฉพาะในปี 2561 ข่าวคราวโครงการวอร์เตอร์ฟรอนด์ ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง หลังทีมทนายฝั่งผู้ซื้อเปิดแถลงผลหลังศาลฎีกาพิพากษาว่าการออกโฉนดที่ดิน “อาชาแลนด์” ซึ่งอยู่ติดกับโครงการไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมแจงที่มาว่าแปลงที่ดินของคอนโดมาจากเอกสารสิทธิ์เดียวกันที่ถูกแบ่งแยกขายออก จึงให้รัฐควรเร่งเข้ามาตรวจพิสูจน์ ขณะที่คดีความคืบหน้าการฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายชะงักหลังผู้รับผิดชอบโครงการถอนคดี จนผู้ซื้อเตรียมรวบรวมเอกสารส่งฟ้องเรียกทรัพย์สินคืน

ต่อมานายอภิชาต วีปรปาล รองนายกเมืองพัทยาในยุคของการแต่งตั้งจาก คสช.ในปี 2560 ได้ลงนามคำสั่งเมืองพัทยาแบบ ค.15 เลขที่ 367/2560 ประกาศให้รื้อถอนอาคารตามมาตรา 4 และ 43 วรรคสาม (กรณีที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้ยื่นคำขอ รับใบอนุญาต แก้ไขเปลี่ยนแปลงอาคาร หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงใบอนุญาต) โดยแจ้งความมายัง บ.บาลีฮาย จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 301 ม.10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยระบุว่าตามที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลง เคลื่อนอาคาร การรื้อถอนอาคาร ตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง กรณีที่กระทำผิดไปจากที่ได้รับอนุญาต หรือคำสั่งห้ามใช้อาคารหรือยิน ยอมให้บุคคลใดใช้อาคารที่อาจเป็นภยันตรายตามมาตรา 40 วรรคหนึ่งและมาตร 41 วรรคหนึ่ง ฯ ซึ่งปรากฏว่าทางโครงการมิได้ดำเนินการให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด

จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 42 และ มาตรา 43 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 25111 จึงให้ทำการรื้ออาคาร ค.ส.ล.50 ชั้น 3 ชั้นใต้ดิน ขนาด 19.70×91.35 เมตรจำนวน 1 หลัง ในส่วนที่ไม่ตรงกับแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตให้แล้วเสร็จใน 365 วันหลังได้รับคำสั่ง โดยหากพ้นระยะเวลาที่กำหนดก็จะดำเนินการทางกฎหมาย

กระทั่ง นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา ได้ลงนามหนังสือประกาศคำสั่งของเมืองพัทยาที่ ชล. 52304/9377 ลงวันที่ 27 ต.ค.2563 เพื่อออกประกาศเชิญชวนภาคเอกชนร่วมเสนอราคาและวิธีการรื้อถอนอาคารอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า เมืองพัทยา จำเป็นต้องดำเนินการรื้อถอนอาคารโครงการ WaterFront Condominium Pattaya Thailand ของ บ.บาลีฮาย จำกัด ซึ่งก่อสร้างผิดแบบจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตหลังมีคดีความยืดเยื้อมานานนับ 10 ปี จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมมานานหลายปีจะจบลงอย่างสวยงาม และมีการใช้อำนาจทางกฎหมายเข้ามาดำเนินการได้จริงเพียงใด

ล่าสุดมีรายงานเพิ่มเติมว่าปัจจุบันทาง บ.บาลีฮาย จำกัด ได้ยื่นขอต่อใบอนุญาตก่อสร้างโดยจะทำการปรับแบบก่อสร้างจากเมืองพัทยาอีกครั้ง โดยมีข้อความระบุว่าจะทำการรื้อถอนอาคารบริเวณด้านหน้าที่มีแนวเชื่อมต่อกับอาคารสูงออกจำนวน 53 ชั้นจากระยะ 90 เมตรให้เหลือ 60 เมตร พร้อมจะปรับลดขนาดของพื้นที่ให้ตรงตามแบบที่ขออนุญาตไปในครั้งแรก ซึ่งกรณีนี้จะทำให้เข้าข่ายการขออนุญาตก่อสร้างได้ตามกฎกระทรวงฯ เนื่องจากมีพื้นที่ของบริเวณโดยรอบติดถนนสาธารณะทั้ง 2 ฝั่งคือถนนพัทยาสาย 3 และพัทยาสายหน้าท่าเทียบเรือพัทยาใต้

อย่างไรก็ตามกรณีดังกล่าวจากการสอบถามข้อมูลจากทางสำนักการช่างเมืองพัทยา เผยว่ากรณีนี้ เมืองพัทยาคงไม่สามารถอนุญาตให้ทำได้เพราะไม่เข้าข่ายตามกฎหมายกระทรวงมหาดไทยที่ 55 ข้อ 46 ที่ออกตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ที่ทางโครงการนำเสนอ เนื่องจากการตรวจสอบแนวผังที่ดินพบว่าบริเวณด้านหน้าของอาคารที่ติดกับลานท่าเทียบเรือพัทยาใต้นั้นพบว่ามีที่ดินครอบครองหรือ (ทค.) ขวางอยู่ตลอดแนว จึงถือว่าบริเวณของโครงการไม่ได้ติดกับถนนสาธารณะทั้ง 2 ฝั่ง หรือเป็นที่ดินหัวมุมถนน จึงทำให้ไม่เข้าข่ายที่เมืองพัทยาจะสามารถให้อนุญาตได้ตามกฎกระทรวงฯดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ประเด็นสำคัญคือที่ผ่านมาโครงการนี้เมืองพัทยาได้มีการออกคำสั่งให้รื้อถอนอาคารหรือ ค.15 ไปแล้ว และปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนของการเขียน TOR เพื่อกำหนดคุณสมบัติของผู้รับจ้างและงบประมาณ แต่ที่ยังไม่ได้ดำเนินการรื้อถอนเนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนของการหารือกลุ่มกฎหมาย รวมทั้ง สผ. และกรมโยธาธิการ ซึ่งได้ประสานไปเป็นระยะเวลาพอสมควร ด้วยยังไม่สามารถกำหนดชี้ชัดได้ว่าจะกระทำการอนุญาตให้ใหม่ได้หรือไม่ หลังมีคำสั่งรื้อถอนไปแล้ว และยังไม่สามารถระบุได้ว่าอาคารของโครงการมีใครเป็นผู้ถือกรรม สิทธิ์ที่แท้จริงที่เมืองพัทยาจะต้องเรียกเก็บเงินค่ารื้อถอน ซึ่งทราบว่าขณะนี้พบว่ากำลังมีการฟ้องร้องกันอยู่ระหว่างทางโครงการกับเจ้าของห้องชุด จึงเกรงว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิ์ได้.