ชาวบ้านสุดทน อัดคลิป “สาวสอง” นั่งเสพไอซ์ริมชายหาดพัทยา ต่อหน้านักท่องเที่ยว
เมื่อเวลา 00.10 น. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับคลิปวิดีโอจากพลเมืองดี บันทึกภาพบุคคลลักษณะเป็นสาวประเภทสอง นั่งเสพยาเสพติดบริเวณชายหาดพัทยา ก่อนถึงถนนคนเดินวอล์กกิ้งสตรีทพัทยา ไม่ถึง 100 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินสัญจรอย่างคึกคักตลอดคืน
ผู้บันทึกคลิปคือ นายณัฐวุฒิ พลเยี่ยม อายุ 33 ปี อาชีพขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง โดยในคลิปปรากฏภาพบุคคลดังกล่าวนั่งอยู่ข้างแบริเออร์ปูนที่กั้นรอบบ่อพักน้ำเสีย ใช้แผ่นฟอยล์และไฟแช็กจุดไฟ ลักษณะคล้ายกำลังเสพยาเสพติดประเภทไอซ์ สังเกตมีคราบบริเวณปากหลอดอย่างชัดเจน ท่ามกลางสายตานักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมา ภายหลังได้รับคลิป ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ พบว่ายังคงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินอยู่บริเวณดังกล่าว และภายในพื้นที่ใกล้แบริเออร์พบหลอดดูดน้ำสีขาวถูกทิ้งไว้ คล้ายอุปกรณ์ที่ใช้เสพยาเสพติด
ต่อมาพลเมืองดีได้พาผู้สื่อข่าวไปพบหญิงสาวในคลิป ทราบชื่อเล่นว่า “น้องแพลม” อายุ 26 ปี สภาพแต่งกายมอมแมม มีอาการพูดคุยคนเดียวและแสดงท่าทีคล้ายหลอนยา ขณะนอนอยู่บนชายหาด เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าใช่บุคคลในคลิปที่กำลังเสพยาบ้าหรือไม่ น้องแพลมตอบว่าไม่ได้เสพยาบ้า แต่เป็นยาไอซ์ พร้อมยอมรับว่าซื้อมาในราคา 100 บาท จากบริเวณซอย 13 ชายหาด ระหว่างการพูดคุย น้องแพลมไม่มีท่าทีหวาดกลัว และยังกล่าวในลักษณะขอเสพยาเพิ่มเติมจากผู้สื่อข่าว
ด้าน “ป้าสา” พนักงานรักษาความสะอาดในพื้นที่ ให้ข้อมูลว่า พบเห็นน้องแพลมมานั่งบริเวณดังกล่าวเป็นประจำ และมักมีพฤติกรรมเสพยาเสพติดจนแสดงอาการโวยวาย บางครั้งพูดจาเอะอะเสียงดัง สร้างความหวาดกลัว โดยเฉพาะช่วงที่ตนนำลูกมานอนพักในรถพ่วงข้างระหว่างปฏิบัติงาน จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้ามาตรวจสอบและแก้ไขปัญหาโดยด่วน
ขณะที่ นายณัฐวุฒิ เปิดเผยว่า ตนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างประจำจุดดังกล่าว เห็นหญิงสาวรายนี้มานั่งเสพยาอยู่หลายครั้ง แม้จะพยายามไล่ให้ออกจากพื้นที่ แต่เจ้าตัวไม่แสดงความเกรงกลัว และยังกลับมาซ้ำอีก จึงตัดสินใจบันทึกคลิปไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินการอย่างจริงจัง เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองพัทยา เกรงว่าจะกระทบต่อภาพลักษณ์และความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว
ทั้งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะดังกล่าวซ้ำอีกในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองพัทยา.


