แม่พลทหารวรปรัชญ์ เปิดใจหลังศาลสั่งจำคุก ครูฝึก-รุ่นพี่ 10-20 ปี ยันพ.ร.บ.ป้องกันการทรมานฯ ใช้ได้จริง เตรียมยื่นอุทธรณ์เพิ่มโทษถึงที่สุด
จากกรณี ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 มีคำพิพากษา ชั้นต้น เมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา ตัดสินจำคุก ครูฝึก 2 คน และพลทหารรุ่นพี่ 11 คน ในฐานะผู้ช่วยครูฝึก ที่ร่วมทำร้ายร่างกาย พลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล สังกัด หน่วยฝึกทหารใหม่ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ จนบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยครูฝึกคนที่ 1 ให้จำคุก 20 ปี ครูฝึกคนที่ 2 จำคุก 15 ปี พลทหารรุ่นพี่ 11 คน จำคุกคนละ 10 ปี ถือเป็นคดีแรกหลัง จากกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกัน และปราบปรามการทรมานและอุ้มหาย บังคับใช้
ด้าน น.ส.โสภาพรรณ พัดมาสกุล แม่ และนางสุดาวรรณ พัดมาสกุล ยายของพลทหารวรปรัชญ์ ได้เปิดใจถึงเรื่องนี้ว่า ขอขอบคุณทุกภาคส่วน และขอบคุณกฏหมายดีๆ ของ พ.ร.บ.ป้องกัน และปราบปรามการทรมานและอุ้มหาย ที่ทำให้คดีของน้องไม่ต้องไปขึ้นศาลทหาร ซึ่งทำให้ค่ายทหารไม่เป็นแดนสนธยาอีกต่อไป รวมทั้งทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเกรงกลัวในการกระทำความผิด
ส่วนคำพากพิษาในวันนี้ รูัสึกพึงพอใจในระดับหนึ่ง แต่คิดว่าโทษน้อยไป สำหรับชีวิตเด็กอนาคตไกล 1 คน หลังจากนี้ทางครอบครัวปรึกษากับทีมทนายเกิดผล ว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อ เพื่อให้ผู้ต้องหาได้รับโทษที่เหมาะสมกว่านี้ และจะสู้ให้น้องวรปรัชญ์ ได้รับความเป็นธรรมอย่างถึงที่สุด ชีวิต 1 ชีวิตแลกกับโทษจำคุกเพียง 20 ปี นั้นไม่เหมาะสม เนื่องจากจะมีการลดหย่อนโทษ ทำให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษจำคุกเพียงไม่กี่ปี กับการสูญเสียชีวิต 1 ชีวิตที่เสียไป และความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนั้น ยากที่จะทำใจได้ ซึ่งตัวน้องอยากที่จะสมัครเป็นทหารอาชีพ พ่อกับแม่เป็นคนไปส่งน้องสมัครและรายงานตัว ความรู้สึกผิดยังตกอยู่กับพ่อและแม่ ว่าเป็นคนส่งลูกให้ไปตาย โดยผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่กลัวการเกณฑ์ทหาร แต่กลัวการที่ลูกจะถูกกำลังพลกระทำนิสัยต่ำๆ และถูกซ้อมทรมานจนตาย แบบเคสน้อง และน้องเป็นพี่ชายคนโต ยังมีน้องชายอีกหลายคน ซึ่งมองว่า เคสที่เกิดขึ้นนี้นั้นยอมไม่ได้ และไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใครอีก
ทั้งนี้ อยากฝากถามผู้ที่กระทำน้อง ว่า จิตใจทำด้วยอะไร ทำไมถึงทำน้องได้ขนาดนี้ หากการฝึกน้องทำไม่ได้ ก็ควรติดต่อมาแจ้งผู้ปกครองเพื่อหาทางออก ไม่ควรที่จะทำร้ายน้องแบบนี้ ซึ่งหากพูดในหลักของความเป็นกลางทางครอบครัวได้สูญเสียน้องอย่างไม่มีวันกลับ ส่วนทางครอบครัวผู้ต้องหาได้สูญเสียลูกเช่นกัน แต่เป็นการสูญเสียที่มีชีวิต ซึ่งหัวอกคนเป็นแม่ไม่ใครอยากให้เกิดความสูญเสียขึ้น ไม่ว่าจากเป็นหรือจากตาย
ครอบครัวพัดมาสกุล กล่าวอีกว่า อยากฝากเรื่องนี้ ให้เป็นอุทาหรณ์ ถึงครูฝึกและผู้บังคับบัญชา ว่า มี กฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกัน และปราบปรามการทรมานและอุ้มหาย อยู่ ให้กลัวเกรงกับสิ่งที่จะกระทำ หากจะทำอะไร อยากให้มีจิตสำนึก และสามัญสำนึกของความเป็นครู ซึ่งการบังคับใช้ความรุนแรงนั้น ไม่เป็นผลดีกับใครเลย
“ที่ผ่านมาได้เจอและพูดคุยกับญาติของผู้ต้องหาบ้าง ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น จนถึงศาลพิพากษา ได้เจอกับกลุ่มผู้ต้องหามาแล้วกว่า 10 ครั้ง แต่ไม่เคยได้รับคำขอโทษจากปากผู้กระทำแม้แต่ครั้งเดียว”
มารดาพลทหารวรปรัชญ์ ยังได้กล่าวอีกว่า ขอขอบคุณ พี่น้ำ นิชนันท์ วังคะฮาต อดีตผู้สมัคร ส.ส. คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร และกรรมมาธิการทหาร ท่านอัยการ ศักด์ดา รื่นรมย์ และคณะทำงาน กระทรวงยุติธรรมส่วนกลาง ทนายเกิดผล แก้วเกิด และทีมงาน ที่คอยให้ความช่วยเหลือ น้องวรปรัชญ์ ให้ได้รับความเป็นธรรมในวันนี้
