วันเสาร์, มิถุนายน 15, 2024
Latest:
+บริหารท้องถิ่น

เมืองพัทยขายทอดตลาด” เรือกู้ภัย” มูลค่า 72 ล้านบาท ใช้งานไม่นานต้องจอดทิ้งเป็นสิบปี ตั้งราคาเริ่มต้น 6 ลบ.ไร้คนสนใจ

ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2566 ที่ผ่านมา เมืองพัทยาจัดให้มีการขายทอดตลาดพัสดุที่ชำรุด เสื่อมสภาพ หรือ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในราชการประจำปีงบประมาณ 2562 ที่มีการเปิดรับในส่วนของภาคประชาชนที่สนใจ ทั้งในส่วนของบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ที่ได้ยื่นหนังสือเอกสาร และลงทะเบียนเข้าร่วม ด้วยการวางหลักประกันรายละจำนวน 7,000 บาท เข้าประมูลก่อนจะสู้ต่อรองราคาเป็นเงินสด ซึ่งมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมจำนวนประมูลกว่าร้อยราย

ในการนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสำนักพัสดุและทรัพย์สินเมืองพัทยา ได้นำพัสดุประเภทครุภัณฑ์ยานพาหนะกว่า 70 รายการ ได้แก่ รถบรรทุก รถแบ็คโฮ รถกระบะ และรถจักรยานยนต์ รวมทั้งครุภัณฑ์สำนักงานอีกจำนวนหนึ่งมาจัดแสดง เพื่อเปิดการประมูลโดยสนนราคาตั้งแต่ 1,000 บาท-200,000 บาท ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมจนสามารถเปิดประมูลและจำหน่ายหมดไปได้อย่างรวดเร็ว

ขณะที่ไฮไลท์ของการประมูลครั้งนี้คือ เรือกู้ภัยตรวจการณ์ 801 ที่เมืองพัทยาจัดสรรงบประมาณอุดหนุนจัดซื้อมาในราคากว่า 72 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2548 เพื่อใช้ในภารกิจสำคัญได้แก่ การระงับเหตุดับเพลิงไหม้ทางทะเลและชายฝั่ง การปฐมพยาบาลและขนส่งผู้ป่วย โดยมีการตั้งราคาเปิดประมูลไว้ที่ 6,000,000 บาท แต่ผู้เข้าร่วมไม่ได้สนใจและเปิดราคาให้ประมูลแต่อย่างใด โดยผู้เข้าร่วมประมูลหลายรายระบุว่าเป็นการตั้งราคาประมูลที่แพงเกินไป เนื่องจากต้องมีการซ่อมบำรุงและปรับปรุงเรือใหม่เป็นจำนวนนับล้านบาท ส่งผลให้ทางเจ้าหน้าที่ต้องนำพัสดุรายการนี้กลับเข้าไปสู่คณะกรรมการเพื่อพิจารณาและทบทวนตั้งราคาก่อนเปิดประมูลขายทอดตลาดใหม่อีกครั้ง

สำหรับเรือปฏิบัติกู้ภัยทางทะเล 801 นี้ เป็นเรือไฟเบอร์กลาส ขนาด 80 ฟุตสูง 2 ชั้น บรรจุผู้โดยสารได้ 50 คน เป็นเครื่องยนต์แบบ 8 สูบ 820 แรงม้า มีความเร็วสูงสุด 22 นอต ภายในหอบังคับการมีเรดาห์จับสัญญาณใกล้เคียงรอบทิศ ตกแต่งอย่างดี มีเครื่องปรับอากาศ และสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร บริเวณชั้นล่างตกแต่งให้เป็นห้องพยาบาลมาตรฐานขนาด 3 เตียง มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น พร้อมกันนี้ ยังเป็นเรือที่สามารถยิงน้ำดับเพลิงได้ในระยะทาง 70 เมตร ในความ เร็ว 6,000 ลิตรต่อนาที ด้วยการสูบน้ำจากทะเล ซึ่งตามหลักการแล้วจะต้องมีภารกิจในการดูแลความปลอดภัยในน่านน้ำอ่าวพัทยา ตลอด 24 ชม. โดยมีกัปตันเรือ ผู้ช่วย พยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยพยาบาล ทหารเรือ และช่างเครื่องประจำรวม 8-9 นาย

กระนั้น ภารกิจการดับเพลิง และรักษาพยาบาลถือว่าไม่ค่อยได้ใช้งานมากนัก เนื่องจากเรือลำนี้กินน้ำมันเชื้อเพลิงมาก โดยการเดินทางระหว่างท่าเรือถึงเกาะล้าน จะต้องใช้งบประมาณในการเติมเชื้อเพลิงแต่ละครั้งประมาณ 5-6 หมื่นบาท จึงไม่ได้นำออกมาใช้ตามภารกิจ แต่จะใช้เรืออื่นที่เมืองพัทยาจัดซื้อมาเพิ่มแทน อีกทั้งเรือลำนี้ต้องแบกภาระในเรื่องของอัตรากำลัง และการดูแลบำรุงรักษา ใช้งบประมาณสูงมากอีกด้วย จึงทำได้แต่เพียงการนำมาจอดทอดสมอทิ้งไว้ที่ท่าเฉยๆ กระทั่งเมื่อเวลาผ่านไปนาน เรือจึงมีสภาพชำรุดทรุดโทรมอย่างมาก และที่ผ่านมามีการร้องเรียนผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีหลายครั้ง แต่ก็ทำได้เพียงการชี้แจงเบื้องต้นเท่านั้น

มีรายงานอีกว่าหลังจากที่เมืองพัทยาได้รับงบประมาณอุดหนุนพิเศษในการจัดซื้อเรือพยาบาลกู้ภัยไฮเทคมูลค่ากว่า 72 ล้านบาทนั้น ปรากฏว่าเรือลำนี้กลับสามารถใช้งานได้เพียง 2-3 ปีเท่านั้น มิหนำซ้ำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเรือลำนี้ ไม่ได้นำมาปฏิบัติภารกิจใดๆ และไม่มีการใช้งานหรือมีใครพบเห็นอีกเลย ทราบเพียงว่าเรือถูกนำไปจอดทอดสมอทิ้งไว้ที่ท่าเรือโอเชี่ยนมารีน่า ยอร์ช คลับ ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เนื่องจากมีสภาพชำรุดและเสื่อมโทรม จนไม่สามารถใช้งานได้ กระทั่งต่อมาในปี 2560 ในยุคที่ คสช.เข้ามากำกับดูแลและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาบริหารเมืองพัทยา ได้มีการหยิบยกเอากรณีดังกล่าวขึ้นมาอภิปราย ซักถามก็ได้รับคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวเรือ ทั้งในส่วนของอุปกรณ์และระบบเครื่อง ยนต์นั้น ไม่คุ้มค่าต่อการซ่อมบำรุง จึงมีการแนะนำให้เข้าในรายการพัสดุเพื่อรอจำหน่ายในการขายทอดตลาด แต่มีการรอคอยไว้อีก กระทั่งผ่านเวลามานานกว่า 6 ปี จึงมีการนำเข้าในรายการพัสดุเพื่อจำหน่ายในที่สุด

ทั้งนี้ กรณีของเรือลำนี้เป็นอีกประเด็นที่สังคมตั้งข้อสังเกตว่า การจัดซื้อเรือมูลค่าสูงขนาดนี้มาใช้งาน ถือเป็นการใช้งบประมาณที่คุ้มค่า ได้ประโยชน์หรือไม่.
อธิบดี บุญชารี รายงาน